ดนตรีไทยกับค่านิยมใหม่: หลากหลาย เท่าเทียม และเสรี

ภาพจาก ไทยรัฐ

บรรยากาศแห่งความเปลี่ยนแปลง

บรรยากาศสังคมไทยปี 2020 คือบรรยากาศแห่ง ‘ความเปลี่ยนแปลง’ เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่เกิดการชุมนุมของเหล่านักศึกษาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ชะงักชั่วคราวเมื่อมีการระบาดของโรคโควิค 19 แต่รั้งไว้ได้ไม่นาน การชุมนุมเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงก็กลับมาอีก ลุกลามไปทั่วประเทศ สมทบด้วยเสียงสนับสนุนจากนักเรียนมัธยมและประชาชนทั่วไป โดยยังไม่มีแนวโน้มจะอ่อนแรงลงโดยง่าย

ก่อนที่จะตกผลึกเป็นความต้องการประชาธิปไตย คือการตั้งคำถามขนาดใหญ่ต่อโครงสร้างสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนในสังคม และค่านิยมเดิมที่สืบทอดมา ไม่ว่าจะเป็นทรงผมและเครื่องแบบนักเรียน สิทธิทางเพศ การหมอบกราบ พิธีไหว้ครู ระบบเคารพผู้ใหญ่ ระบบชนชั้นทางสังคม วัฒนธรรมอำนาจนิยม สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ฯลฯ ซึ่งฝ่ายอนุรักษนิยมไม่สามารถให้คำตอบที่เป็นเหตุเป็นผลมีน้ำหนักพอที่ฝ่ายก้าวหน้าหรือคนรุ่นใหม่จะยอมรับได้

ดูความต้องการและการตั้งคำถามเหล่านั้นของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นมาแทนที่คนรุ่นเก่า จะเห็นแนวโน้มของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ แล้วเชื่อมโยงพรมแดนความคิดมายัง ‘ดนตรีไทย’ ตั้งคำถามว่า (1) ดนตรีไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร? (2) ค่านิยมใหม่ของสังคมคืออะไร? และ (3) ดนตรีไทยควรปรับตัวอย่างไร? นี่คือความพยายามของบทความนี้ที่จะขยายพรมแดนความรู้และความคิดของดนตรีไทยไปเชื่อมโยงกับสังคม และเสนอแนะถึงการปรับตัวของดนตรีไทย

1. ดนตรีไทยในปัจจุบัน

หากต้องการเข้าใจสถานการณ์หรือปัญหาของสิ่งใด การทบทวนอดีตหรือประวัติศาสตร์จะทำให้เข้าใจสิ่งนั้นได้อย่างลึกซึ้ง แต่บทประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปศึกษาต้องสามารถอธิบายให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับสังคมและเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง มิใช่ประวัติศาสตร์ที่แยกดนตรีออกมาโดดๆ หรือเชื่อมโยงเฉพาะกับพระมหากษัตริย์รายรัชกาล

ประวัติดนตรีไทยแบ่งออกตามบทบาทหน้าที่ของดนตรีต่อสังคมเป็น 3 ยุค ได้แก่ ดนตรีเพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดนตรีเพื่อมนุษย์ และดนตรีเพื่อความเป็นไทย

1.1 ดนตรีเพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ราว 5,000 ปีมาแล้ว สังคมในบ้านเรามีลักษณะแบบ ‘สังคมเกษตรกรรมเพื่อยังชีพ’ นับถือศาสนาผี ดนตรีถูกใช้โดยผู้นำชุมชนในพิธีกรรมตามลักษณะสังคมดังกล่าว ทั้งเพื่อขอฝนขอความอุดมสมบูรณ์และเพื่อรักษาโรค

ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 10 รับ ‘ศาสนาพุทธ-พราหมณ์’ จากอินเดียเพื่อใช้ในการปกครอง ผู้นำชุมชนเปลี่ยนสถานะจากร่างทรงผู้สามารถติดต่อกับสิ่งเร้นลับขึ้นเป็นสมมุติเทพหรือเทวราช เกิดรัฐขนาดใหญ่ ระบบชนชั้น ระบบศักดินา

ดนตรีในยุคนี้จึงเป็นไปเพื่อความเชื่อและลักษณะการปกครองดังกล่าว มีลักษณะศักดิ์สิทธิ์ ขึงขัง

1.2 ดนตรีเพื่อมนุษย์

ราวต้นรัตนโกสินทร์หรือพุทธศตวรรษที่ 24 เป็นต้นมา ‘เศรษฐกิจการค้าเพื่อตลาด’ ขยายตัวกว้างขวางขึ้น ชนชั้นนำปรับตัวเป็นพ่อค้าวาณิชย์หรือกระฎุมพี เกิดสำนึกเรื่องสัจนิยมและมนุษยนิยมในกลุ่มชนชั้นนำ คือเชื่อในความเป็นเหตุเป็นผลและมนุษย์เป็นผู้ทำให้เกิดอุบัติการณ์ต่างๆ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2555)

ดนตรีที่ก่อนหน้านี้เป็นไปเพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพิธีกรรม ได้ถูกเพิ่มหน้าที่ให้เป็นดนตรีเพื่อมนุษย์หรือเพื่อการฟัง  วิธีการหนึ่งคือรับวัฒนธรรมการขับเสภามาจากไพร่แล้วใช้ปี่พาทย์บรรเลงรับ ปรับปรุงจนเกิดเป็นปี่พาทย์เสภา ปรากฏชื่อผู้แต่งเพลงเป็นครั้งแรก เพิ่มเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ราชสำนักเป็นเครื่องคู่ เครื่องใหญ่ เกิดเพลงเถา เพลงทยอย เพลงเดี่ยว ฯลฯ ลักษณะดนตรีในยุคนี้ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมไพร่ มีชีวิตชีวา สนุกสนาน รุกเร้า

ราวสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา รับสำนึกเรื่องการตีความความงามของธรรมชาติและอารมณ์มนุษย์มาใช้กับดนตรี เกิดเพลงเขมรไทรโยค ลาวดวงเดือน และเพลงกรอจำนวนมาก ดนตรีมีลักษณะแบบโรแมนติก คือเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ของมนุษย์ ทำนองจึงเชื่องช้า ประณีต แต่ดนตรีเพื่อพิธีกรรมก็ยังคงสืบเนื่องอยู่ควบคู่กับของใหม่

1.3 ดนตรีเพื่อความเป็นไทย

ราวพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นต้นมา ชนชั้นนำรับแนวคิดจากตะวันตกเรื่อง ‘ชาติ’ เข้ามาเพื่อการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ นิยาม ‘ชาติไทย’ ที่ทรงอิทธิพลที่สุดให้กำเนิดโดยรัชกาลที่ 6 คือ ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ซึ่งคำว่า ‘ชาติ’ เป็นคำที่มีความหมายเลื่อนไหลมากที่สุด โดยมากหมายถึงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ผู้นำรัฐ และความเป็นไทย

ด้วยนิยามดังกล่าว สังคมไทยจึงมีลักษณะ ‘หัวนำหางตาม’ คือภาวะการนำขึ้นอยู่กับชนชั้นนำ ‘มองแต่ปลายยอด’ คือมุ่งให้คุณค่ากับชนชั้นนำหรือสถาบันทางสังคมที่ชนชั้นนำสร้างขึ้นเหนือประชาชน และ ‘หัวโตตัวลีบ’ คือทรัพยากรกระจุกอยู่ที่ชนชั้นนำ ระบบชนชั้นและอำนาจนิยมจึงธำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างหนักแน่น มีความชอบธรรมด้วยชนชั้นนำมีทุนความรู้และเศรษฐกิจสูง ทั้งมีคติเรื่อง ‘บุญ-อำนาจ-ทรัพย์’ (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2536: 40) รองรับว่า “ชีวิตที่หรูหราเป็นเครื่องพิสูจน์ความมีบารมีของตนเอง และเพราะมีบารมีหรือคุณความดี (บุญ) ที่ได้สร้างสมไว้จึงมีเหตุผลที่จะเป็นผู้มีอำนาจ” 

ในขณะเดียวกันชนชั้นนำก็มีภาวะ ‘ขาไม่หยั่งพื้น’ ด้วยเหตุความเหลื่อมล้ำที่ตนมีทุนสูงและคติเรื่องบุญ-อำนาจ-ทรัพย์รองรับ จึงทำให้มองไม่เห็นความงามอื่นและไม่เห็นความเท่าเทียม

การสถาปนาชาติไทย มิอาจทำได้โดยใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่การกำหนดประวัติศาสตร์ ค่านิยม วัฒนธรรม รวมถึง ‘ดนตรี’ ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือ ชนชั้นนำซึ่งมีอำนาจรัฐ สถาปนาดนตรีของตนคือราชสำนักกรุงเทพ ประกอบด้วยปี่พาทย์ เครื่องสาย มโหรี ที่ร้องเล่นเพลงแบบราชสำนัก เพลงละคร เพลงหน้าพาทย์ เพลงตับ เพลงเถา เพลงเสภา ฯลฯ ขึ้นเป็น ‘ดนตรีไทย’ ส่วนดนตรีอื่นนอกจากนี้ถือเป็น ‘ดนตรีพื้นบ้าน’ 

ต่อมาเมื่อชนชั้นนำรับวัฒนธรรมตะวันตกและให้กำเนิดดนตรีไทยชนิดใหม่อย่างเพลงไทยสากล ซึ่งแตกออกเป็นเพลงลูกกรุง ลูกทุ่ง ป๊อป ฯลฯ ดนตรีไทยของเก่าจึงถูกเรียกว่า ‘ดนตรีไทยเดิม’ มีลักษณะที่มีขนบแบบแผนสูง ยากต่อการเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุยังยึดโยงกับความเป็นดนตรีพิธีกรรมส่วนหนึ่ง และโดยเฉพาะความเป็นไทยอีกส่วนหนึ่ง เพราะความเป็นไทยในการตีความของรัฐเป็นวัฒนธรรมที่มีหนึ่งเดียว หยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และความเป็นไทยก็ยังไปยึดโยงกับ ‘ความมั่นคง’ อีกด้วย

ความรู้สึกที่ว่า ‘ดนตรีไทยถูกแช่แข็ง’ ‘ดนตรีไทยกำลังจะตาย’ เกิดขึ้นอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2497 ที่จิตต์ ภูมิศักดิ์ เขียนเรื่อง ‘หลุมฝังศพของดนตรีไทย อยู่ที่อะไร? และที่ไหน?’ ชี้แจงประเด็นเหตุผลลักษณะการไม่ยอมปรับตัวของดนตรีไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องดนตรี ทำนอง จังหวะ ท่าทางการบรรเลง ซึ่งมีสาเหตุจากอิทธิพลเก่าทางศาสนา ราชสำนัก สำนักผู้ดี ตลอดจนวัฒนธรรมแวดล้อมของตัวดนตรีเอง อย่างศิษย์ไม่นอกครู การประชันขันแข่งของนักดนตรีอันนำไปสู่การหวงวิชา การมุ่งโอ้อวดฝีมือจนละเลยการถ่ายทอดอารมณ์ ทำให้ดนตรีไทยเป็นดนตรีที่ต้องฟังกันเองมากกว่าจะสร้างผู้ฟังขึ้น

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2553) อธิบายต่อถึงลักษณะแช่แข็งของดนตรีไทยว่า “คือการกีดกันไม่ให้วัฒนธรรมป๊อปล่วงละเมิดเข้ามาถึงเพลงไทยได้ ทำให้สถานะอันสูงเด่นของความเป็น ‘ไทย’ ไม่มีวันสั่นคลอน… แม้แต่ปราการด่านสุดท้ายเอง นานวันเข้าก็ไม่สามารถป้องกันวัฒนธรรมป๊อปไว้ได้” ดนตรีไทยจึงเริ่มผสมผสานวัฒนธรรมป๊อปเข้ามาเพื่อตอบสนองสังคม แต่ก็ยังเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่ไม่สามารถนำมาเป็นอาชีพหลักได้ในวงกว้าง

นอกจากความเป็นดนตรีพิธีกรรมและดนตรีเพื่อความเป็นไทยที่ทำให้ดนตรีไทยเข้าสู่ภาวะ ‘จารีตนิยม’ แล้ว เมื่อสังคมเข้าสู่เศรษฐกิจและการผลิตแบบอุตสาหกรรม เกิดค่านิยมในความเป็น ‘มาตรฐาน’ อันเพิ่มพลังความเป็นจารีตแก่ดนตรีไทยอีกทาง ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยโดยทบวงมหาวิทยาลัย หลักสูตรดนตรีในสถาบันเฉพาะทาง หลักสูตรดนตรีในการศึกษาภาคบังคับ กฎเกณฑ์การประกวดและการสอบ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่กำหนดโดยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งยึดโยงกับรัฐ การกำหนดมาตรฐานของดนตรีไทยทำให้สามารถผลิตคนที่แตกต่างกันให้ออกมามีความรู้ความสามารถเหมือนกันเพื่อรองรับความต้องการของรัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายความหลากหลายที่มีอยู่ และหากยึดมั่นเกินไปก็จะเป็นอุปสรรคกีดขวางความคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ

ชนชั้นนำซึ่งครอบครองอำนาจรัฐให้การสนับสนุนดนตรีไทยมากกว่าดนตรีชนิดอื่น โดยเฉพาะในระบบการศึกษา ทั้งการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาเฉพาะทางที่วิทยาลัยนาฏศิลปและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง  การส่งเสริมเผยแพร่ดนตรีไทยในรูปแบบการจัดการประกวด การจัดรางวัลเกียรติคุณศิลปินแห่งชาติ ฯลฯ 

สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิด ‘อุตสาหกรรมดนตรีไทย’ อันมีรัฐเป็นผู้อุปถัมภ์หลัก ผ่านการจ้างงานครูอาจารย์ดนตรีไทยทั่วประเทศและนักดนตรีราชการ มีอุตสาหกรรมแวดล้อมเกิดขึ้น เช่น ช่างทำเครื่องดนตรี ร้านขายเครื่องดนตรี ครูสอนพิเศษ โรงเรียนพิเศษ นักปี่พาทย์อาชีพตามประเพณีเดิมยังคงมีอยู่ แต่เปลี่ยนไปเล่นแตรวงและปี่พาทย์มอญผสมผสานวัฒนธรรมป๊อปเพลงลูกทุ่ง ด้วยเหตุปี่พาทย์ไทยมีแบบแผนสูง ยากต่อการเปลี่ยนแปลง จึงไม่สามารถตอบสนองต่อตลาด ‘มวลชน’ ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาได้

การสนับสนุนดนตรีไทยของรัฐ ก่อให้เกิดการผลิตบัณฑิตนักดนตรีไทยจำนวนมาก เมื่อจบการศึกษาแล้ว หากไม่ผนวกตัวเองเข้ากับรัฐโดยการเป็นครูอาจารย์ต่อไป ก็แทบไม่มีช่องทางอาชีพที่เกี่ยวกับดนตรีไทย การสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูปัจจุบันมีการแข่งขันสูง อัตราส่วนจำนวนผู้สมัครต่ออัตรารับเข้าทำงานที่นครปฐมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 อยู่ที่ประมาณ 60:1 (สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม)


การให้ ‘มวลชน’ เป็นผู้อุปถัมภ์โดยเป็นนักปี่พาทย์อาชีพก็มีรายได้น้อย การเป็นครูสอนพิเศษก็มีความต้องการในตลาดไม่มาก จึงมักประกอบอาชีพทางดนตรีไทยกับมวลชนเป็นอาชีพเสริม ความอยู่รอดของอุตสาหกรรมดนตรีไทยในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันจึงพึ่งพารัฐเป็นหลัก

2. ค่านิยมใหม่ของสังคม

โครงสร้างสังคมแบบเก่าคือระบบชนชั้น ‘หัวนำหางตาม’ ‘มองแต่ปลายยอด’ และ ‘หัวโตตัวลีบ’ มุ่งผลิตคนเพื่อเป็นแรงงานแก่ระบบเศรษฐกิจเดิม คือทุกคนคิดและทำอะไรเหมือนๆ กัน โดยอิงกับ ‘มาตรฐาน’ ที่ถูกกำหนดไว้โดยรัฐ ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตคือการผนวกตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ไม่ว่าด้วยการรับราชการ ทำธุรกิจแล้วอุปถัมภ์รัฐ แต่งงาน และเส้นสาย 

สังคมค่อยๆ เปลี่ยนแปลง เริ่มจากการกระจายโรงเรียนไปทั่วประเทศ ตลอดจนเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างการพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แต่สื่อประเภทนี้ยังเป็น ‘สื่อทางเดียวและไม่เสรี’ วัฒนธรรมการรับสารคือเชื่อในสารที่ส่งมาโดยขาดการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล

ต่อมา ‘สื่อหลายทางและเสรี’ อย่างอินเทอร์เนตเกิดขึ้น ผู้รับสารสามารถเป็นผู้ส่งสารได้ในตัว มีผู้รับ-ส่งสารจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นขณะเดียวกันและทันทีทันใด เกิดการอภิปรายแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นวงกว้าง ข้อมูลที่เคยถูกปิดกั้นถูกเผยแพร่ ทั้งข้อมูลยังมีมหาศาลหลากหลายและพยายามเบียดเสียดตัวเองขึ้นสู่หน้าจอผู้ใช้ จึงทำให้เกิดสำนึกในการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นวงกว้างแก่หมู่ประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับสื่อชนิดนี้

ด้วยพลังแห่ง ‘มวลชน’ ที่ช่วยกันสร้างความหลากหลายของข้อมูลและทักษะการคิดวิเคราะห์ ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นความเป็นไปได้ในชีวิตกว้างขวางกว่าที่ ‘มาตรฐาน’ กำหนดไว้ จากเสียงในหัวที่เป็นเสียงของคนอื่นจึงเปลี่ยนเป็นเสียงของตนเอง เกิดสำนึกในความเป็นปัจเจก “เขาต่างรู้ตัวว่าอยากทำอะไรในชีวิต และตนเก่งในเรื่องอะไร จะไปได้ดีในงานหรืออาชีพประเภทไหน” (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2563) โดยโครงสร้างสังคมเดิมที่เต็มไปด้วยระบบชนชั้นและเส้นสายไม่อาจตอบสนองได้ ฉันทามติของคนรุ่นใหม่จึงเป็นประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและค่านิยมเดิมของสังคม นำไปสู่ค่านิยมใหม่ 3 ประการ ดังนี้

(1) ความหลากหลาย คือการยอมรับและให้คุณค่ากับความหลากหลาย ทั้งความคิดเห็น รูปร่างหน้าตา เชื้อชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม ค่านิยม วัฒนธรรม เพศ ฯลฯ ว่ามีอยู่ มีเงื่อนไขทำให้เกิดขึ้น มีคุณค่าจำเพาะของแต่ละสิ่ง ไม่ใช่ทุกสิ่งต้องเหมือนกัน ไม่สามารถวัดคุณค่าด้วยมาตรฐานเดียวกัน คุณค่าคือการมีอยู่ที่หลากหลาย ความหลากหลายนี้ก่อให้เกิดพัฒนาการโดยการเลือกสรรปรับประยุกต์สิ่งที่หลากหลายแล้วนำมาใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่าง ความหลากหลายในการเรียกร้องปัจจุบันเห็นได้ชัดจากธง LGBTQ หลากเฉดสี

ความหลากหลาย
จาก นักเรียนเลว บน Twitter

(2) ความเท่าเทียม เกิดจากการยอมรับและให้คุณค่าแก่ความหลากหลาย แล้วจึงเกิดสำนึกแห่งความเท่าเทียม มนุษย์ทุกคนพึงได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน อาทิ ปัจจัยต่อการดำรงชีวิต การแสดงความคิดเห็น อำนาจในการปกครอง ความยุติธรรม การศึกษา ฯลฯ เพื่อเป็นหลักประกันให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอยู่ดีมีสุข อันทำให้สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพเฉพาะตนซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นของยุคใหม่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่งานแบบเดิม เมื่อมีสำนึกแห่งความเท่าเทียมก็จะเกิดการกระจายอำนาจ จากเดิมที่ผูกติดกับชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ ไปยังประชากรผู้เท่าเทียมทุกคนดังระบอบประชาธิปไตย

(3) เสรีภาพ เมื่อให้คุณค่ากับความหลากหลายจึงเกิดความเท่าเทียมแล้วจึงเกิดเสรีภาพ แต่เดิมชนชั้นนำเท่านั้นที่มีเสรีภาพสูงสุด ยังสามารถปลดปล่อยพลังในการคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ออกมา แต่เมื่อมนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพ พลังในการคิดสร้างสรรค์ย่อมเพิ่มพูนมหาศาล ส่งผลให้เกิดพัฒนาการและความเจริญแก่มวลมนุษยชาติ ทั้งนี้เสรีภาพดังกล่าวต้องไม่ไปขัดแย้งกับค่านิยมในความหลากหลายและเท่าเทียม เสรีภาพขั้นพื้นฐานที่เรียกร้องในปัจจุบัน ได้แก่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแต่งกายของนักเรียนนักศึกษา เพศ ฯลฯ 

เสรีภาพเป็นตัวสร้างความหลากหลาย ความหลากหลายสร้างความเท่าเทียม ความเท่าเทียมสร้างเสรีภาพ หมุนเป็น ‘วงล้อแห่งพัฒนาการ’ ไม่รู้จบ

วงล้อแห่งพัฒนาการ

เมื่อเปรียบเทียบกับสังคมเดิมที่มีลักษณะ ‘หัวนำหางตาม’ คืออเสรีภาพ ‘มองแต่ปลายยอด’ คือไม่หลากหลาย และ ‘หัวโตตัวลีบ’ คือไม่เท่าเทียม จะหมุนเป็น ‘วงล้อแห่งความเสื่อม’ ยิ่งหมุนเท่าไหร่ยิ่งเสื่อมลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกเสียจากเพิ่มพลังบวกเข้าไปด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน จะช่วยผลักด้านอื่นเป็นพลังบวกเพิ่มขึ้น วงล้อแห่งความเสื่อมก็จะสามารถเปลี่ยนเป็นวงล้อแห่งพัฒนาการได้

วงล้อแห่งความเสื่อม

3. ดนตรีไทยควรปรับตัวอย่างไร

ด้วยปัญหาภายในของอุตสาหกรรมดนตรีไทยที่พึ่งพารัฐเป็นหลัก ทำให้มีตำแหน่งงานและรายได้น้อย กอปรกับค่านิยมของสังคมที่กำลังเปลี่ยน หากดนตรีไทยไม่มีการปรับตัวย่อมถึงกาลเสื่อมถอย

ในที่นี้จะยกตัวอย่างวัฒนธรรมดนตรีไทยที่ขัดแย้งกับค่านิยมใหม่ในเส้นทางประวัติศาสตร์สืบเนื่องจนปัจจุบัน และข้อเสนอเบื้องต้นในการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับค่านิยมใหม่ 3 ประการ 

3.1 ความไม่หลากหลาย สู่ ความหลากหลาย

ดนตรีไทยลักษณะการไม่ยอมรับความเป็นอื่นที่ไม่ ‘ไทย’ สุจิตต์ วงศ์เทศ (2553: 143) บรรยายเกี่ยวกับเพลงสิบสองภาษาไว้ว่า “แสดงความด้อยกว่าของคนอื่น และเหนือกว่าของสยาม เห็นได้จากเริ่มต้นด้วยเพลงกราวนอก ถือเป็นทำนองไทย เนื้อร้องแสดงการยกทัพที่มีไทยเป็นแม่ทัพ… ทำนองเพลงต่อจากนั้นเป็นลักษณะที่ไทยยกตนข่มท่าน คือเหยียดชาติพันธุ์อื่นๆ ล้วนล้าหลังตลกคะนอง, โง่เง่าเต่าตุ่น, และบ้านนอก” ประกาศห้ามมิให้เล่นแอ่วลาวของรัชกาลที่ 4 (วชิรญาณ) ให้เหตุผลตอนหนึ่งว่า “ลาวแคนเปนข้าของไทยๆ ไม่เคยเปนข้าลาว จะเอาอย่างลาวมาเปนพื้นเมืองไทยไม่สมควร”

ลักษณะการเหยียดความเป็นอื่นในปัจจุบันเราจะได้ยินคำดูถูกสำเนียงซอกันตรึมจากคนอีสานใต้เมื่อสีซอไทยว่า ‘ซอเขมร’ ปี่พาทย์นอกแบบแผนว่า ‘ปี่พาทย์บ้านนอก’ ดนตรีพื้นบ้านบางประเภทว่า ‘ดนตรีเชลย’ และยกย่องความเป็นดนตรีไทยราชสำนักว่านั่นคือของดีที่สุด แม้แต่ดนตรีไทยราชสำนักด้วยกันเองก็มีการเหยียดสายสำนักอื่นที่ไม่ใช่สายตน สื่อถึงการไม่ให้การยอมรับกับความหลากหลายที่มีอยู่ในสังคม

การปรับให้ดนตรีไทยยอมรับความเป็นอื่น วิธีการหนึ่งสามารถทำได้โดยการนิยาม ‘ดนตรีไทย’ ใหม่ จากเดิมที่หมายถึง ‘ดนตรีราชสำนักกรุงเทพ’เป็น ‘ดนตรีที่เกิดจากวัฒนธรรมของคนไทยทุกหมู่เหล่า ซึ่งเปลี่ยนแปลงและเกิดจากการผสมผสาน ทำให้ไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนจากวัฒนธรรมอื่น’ การนิยามแบบนี้ทำให้ดนตรีไทยหมายรวมถึงดนตรีพื้นบ้าน ลูกทุ่ง ป๊อป ฯลฯ มีการผสมผสานจากหลายวัฒนธรรม เมื่อบวชให้เป็นไทยแล้ว การหยามเหยียดย่อมลดลง ทั้งยังขยายขอบเขตความหลากหลายของดนตรีไทยอีกด้วย

3.2 ความไม่เท่าเทียม สู่ ความเท่าเทียม

3.2.1 การถ่ายทอดความรู้แบบชนชั้น สู่ แนวระนาบ

ตามลักษณะวัฒนธรรมเดิม ผู้ที่รับการถ่ายทอดดนตรีไทยต้องปฏิบัติตามประเพณีในการผ่านพิธีกรรมมอบตัวเป็นศิษย์และไหว้ครู มีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามประเพณีไทย ครูอยู่สูงศิษย์อยู่ต่ำ ไม่นั่งเสมอครู กราบไหว้ครูทุกครั้งที่เรียน เมื่อทำผิดครูสามารถว่ากล่าวลงโทษอย่างถึงเนื้อถึงตัวได้

การปรับการถ่ายทอดความรู้ดนตรีไทยให้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ต้องมีหลักคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ความเท่าเทียมกัน สังคมอดีตร้อยเรียงคนด้วยระบบชนชั้นและอำนาจนิยม แต่สังคมใหม่ร้อยเรียงคนด้วยการ ‘ให้เกียรติ’ หากครูต้องการให้ศิษย์ปฏิบัติตัวต่อตนเช่นไร ครูก็ควรปฏิบัติตัวเช่นนั้นต่อศิษย์ ต่างกันเพียงหน้าที่ผู้ถ่ายทอดและผู้รับการถ่ายทอด หากศิษย์พลั้งเผลอก็เป็นหน้าที่ของครูต้องสอน การกดทับด้วยระบบชนชั้นและอำนาจนิยม เช่น ครูนั่งสูงศิษย์นั่งต่ำ ครูสามารถต่อว่าศิษย์ได้ แต่ศิษย์ไม่สามารถเถียงอธิบายเหตุผลได้ เหล่านี้เป็นการกำราบศิษย์ ส่งผลให้ไม่กล้าคิดสร้างสรรค์ทำสิ่งใหม่ที่เหนือไปกว่าครู

3.2.2 อยากไปอยู่ที่หัว สู่ พัฒนาทั้งตัว

ด้วยลักษณะสังคมไทยแบบชนชั้น ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันแบบ ‘หัวโตตัวลีบ’ เริ่มจากระดับโครงสร้างที่ให้ความสำคัญ งบประมาณ และแหล่งทุนกับส่วนหัวมากกว่า การประสบความสำเร็จในชีวิตจึงเป็นการย้ายตัวเองไปที่หัว แต่เมื่อมีค่านิยมในความเท่าเทียม จะเปลี่ยนเป็นการพัฒนาส่วนตัวให้โตขึ้น

ส่งผลมาถึงในวัฒนธรรมดนตรีไทย คือความต้องการให้ตนเหนือกว่าผู้อื่น นำมาซึ่งการประชัน มุ่งอวดฝีมือ หวงวิชา กีดกันคนอื่น หากมากเกินไปจะทำให้เป็นดนตรีเพื่อตนเองเป็นที่ตั้ง เล่นและทำกิจกรรมทางดนตรีเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อความงามของดนตรีและสังคมภาพรวม โดยหารู้ไม่ว่าเมื่อส่วนรวมพัฒนาย่อมยังประโยชน์มาถึงตัวบุคคลเช่นเดียวกัน

3.3 อเสรีภาพ สู่ เสรีภาพ

3.3.1 แบบแผนเคร่งครัด สู่ แบบแผนคลี่คลาย

ดนตรีไทยมีขนบแบบแผนสูง ทั้งเกิดจากการเป็นดนตรีพิธีกรรม ดนตรีเพื่อความเป็นไทย และเมื่อมีรัฐเป็นผู้อุปถัมภ์หลักผ่านระบบราชการ ทำให้ติดวัฒนธรรมของระบบที่ “จุดมุ่งหมายของงานเป็นรองความถูกต้องของกฎระเบียบ” (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2563) ดนตรีไทยจึงเป็นดนตรีที่เน้นความถูกต้องมากกว่าความงามของเสียง เช่น ท่าทางการบรรเลง ระเบียบวิธีของเทคนิค กฎระเบียบของเพลง ฯลฯ เสรีภาพในการคิดสร้างสรรค์จึงถูกสังคมที่เน้นความถูกต้องนี้ดึงรั้งไว้

หากต้องการกำหนดกรอบของดนตรีเช่นหลักสูตรหรือกติกาการประกวด ควรกำหนดอย่างกว้างและเน้นจุดมุ่งหมายของงานเป็นสำคัญ เพื่อเปิดเสรีให้นักดนตรีได้มุ่งคิดสร้างสรรค์ทำสิ่งใหม่

3.3.2 ไม่นอกครู สู่ ต่อยอด

วัฒนธรรมดนตรีไทยถือคติไม่นอกครู ไม่วัดรอยเท้าครู คือไม่เปลี่ยนแปลงหรือคิดใหม่จากทางครู ไม่ตั้งคำถามในวิชาความรู้ของครูเพราะเป็นการไม่ให้เกียรติครู ความรู้ของครูรวมทั้งครูของครูและของเก่าของหายากทั้งหลายถือว่าเป็นความรู้ที่ดีที่สิ้นสุดแล้ว

การเปลี่ยนคติไม่นอกครูเป็น ‘ต่อยอด’ คือการให้เสรีแก่นักดนตรีในการคิดสร้างสรรค์ใหม่ ซึ่งมนุษย์แต่ละคนมีความคิดหลากหลายทั้งจากธรรมชาติและประสบการณ์ที่หล่อหลอมมา เสรีในการคิดสร้างสรรค์จะเป็นการดึงศักยภาพเฉพาะตนที่แตกต่าง ก่อให้เกิดความหลากหลาย นำมาซึ่งพัฒนาการทางดนตรีไทย

ส่งท้าย

บทความนี้เป็นหนึ่งบทวิเคราะห์และข้อเสนออย่างกว้างในบรรดาข้อมูลมหาศาล ด้วยเชื่อว่าการพัฒนาดนตรีไทยไม่ใช่หน้าที่ของใครเพียงคนเดียว ไม่ต้องรอให้ตนก้าวขึ้นสู่อำนาจเป็นเจ้าสำนักหรือหัวหน้าหน่วยราชการ ไม่ต้องรอผู้มีบุญญาธิการมากล้นความสามารถมาจุติ แต่ละคนสามารถคิดและสร้างสรรค์ช่องทางเฉพาะตัวที่หลากหลายตามเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ยังมีสื่อเสรีอินเทอร์เนตเปิดกว้างให้ทุกคนเข้าถึงความรู้และกระจายผลงาน ทั้งงานคิด งานเพลง และช่องทางหารายได้

การช่วยกันคิดช่วยกันทำลองผิดถูกในระดับ ‘มวลชน’ ย่อมมีพลังมหาศาลมากกว่าบทความไม่กี่หน้าชิ้นนี้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดพัฒนาการทางดนตรีไทยและยังประโยชน์ไปยังคนทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมและสังคมวงกว้าง

Do You Hear the People Sing?
โดย Fino the Ranad บน YouTube

บรรณานุกรม

คริส เบเคอร์, ผาสุก พงษ์ไพจิตร. (2558). ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. กรุงเทพ: มติชน.

จิตร ภูมิศักดิ์. (2561). หลุมฝังศพของดนตรีไทย. จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_137866. (ต้นฉบับเผยแพร่ 2497)

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2536). วัฒนธรรมของคนชั้นกลางไทย. วารสารธรรมศาสตร์19(1), 31-41.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2553). ดนตรีไทยในวัฒนธรรมป๊อป. มติชนสุดสัปดาห์, 31(1578), 20.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2555). ปากไก่และใบเรือ. กรุงเทพ: ฟ้าเดียวกัน.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2563). ผู้คนเลื่อนไหลในรัฐที่หยุดนิ่ง. จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_342609

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2563). ยุคแห่งความหงอยเหงา. จาก https://www.matichon.co.th/columnists/news_712923

วชิรญาณ. ๒๕๓ ประกาศห้ามมิให้เล่นแอ่วลาว. จาก https://vajirayana.org/ประชุมประกาศรัชกาลที่-๔-ภาค-๗/๒๕๓-ประกาศห้ามมิให้เล่นแอ่วลาว. (ต้นฉบับเผยแพร่ 2408)

ศรีศักร วัลลิโภดม. (2554). พัฒนาการทางสังคม-วัฒนธรรมไทย. กรุงเทพ: เมืองโบราณ.

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม. (2563). สถิติจำนวนผู้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. จาก https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1034182133666466&id=343910872693599

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2553). ดนตรีไทย มาจากไหน?. นครปฐม: วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2558). ขับเสภา มาจากไหน?. นครปฐม: วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

Leave a Reply

Your email address will not be published.