ทฤษฎีวรยศ: ระบบเสียงดนตรีไทย

ช่วงสถานการณ์โรคโควิค-19 ที่ผ่านมา ได้มีกิจกรรม การบรรยายออนไลน์ “เสียงดนตรีไทยในสไตล์วรยศ” โดย ครูวรยศ ศุขสายชล เกิดจากการร่วมแรงของกลุ่มลูกศิษย์ นำโดยเพจลายสือซอ อาจารย์เลอเกียรติ มหาวินิจฉัยมนตรี เนื้อหาการบรรยายนำเสนอ “ทฤษฎีวรยศ” ซึ่งเป็นทฤษฎีระบบเสียงดนตรีไทยที่ถูกเสนอขึ้นมาอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2541 ผ่านหนังสือทฤษฎีเสียงดนตรีไทย โดยวรยศ ศุขสายชล แต่ในการบรรยายครั้งนี้มีการขยายความรู้และวิธีการอธิบายใหม่  ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้สนใจ นักปฏิบัติ และแวดวงวิชาการดนตรีไทย

เสียงดนตรีไทยในสไตล์วรยศ
เสียงดนตรีไทยในสไตล์วรยศ

บทความชุดนี้เป็นความพยายามสรุปความรู้จากการบรรยายดังกล่าวให้อยู่ในรูปแบบงานเขียน เพื่อสะดวกในการศึกษาค้นคว้าอ้างอิง โดยแบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ (1) ทฤษฎีวรยศ: ระบบเสียงดนตรีไทย (2) ทฤษฎีวรยศ: การวิเคราะห์หากลุ่มเสียงและตัวอย่างเพลง (3) ทฤษฎีวรยศ: การตกแต่งทำนองและความงามประจำกลุ่มเสียง

ครูวรยศนำเสนอทฤษฎีระบบเสียงดนตรีไทยใหม่ว่าไม่ได้แบ่งเป็น เสียงเท่ากันใน 1 ทบเสียง ดังที่ยึดถือกันมาในวงวิชาการดนตรีไทย แต่ใน ทบเสียงสามารถแบ่งออกได้ถึง 1เสียง ผู้สมาทานทฤษฎีเจ็ดเสียงเท่า หนักหน่อยก็กล่าวว่าทฤษฎีวรยศคือ “ระบบเสียงฝรั่ง” ทำลายวัฒนธรรมเสียงดนตรีไทย เบาหน่อยก็กล่าวว่าเป็น “เทคนิค” ในการบรรเลงซอ ไม่ใช่ระบบเสียงดนตรีไทยแต่อย่างใด

ครูวรยศตั้งทฤษฎีนี้มาจากการสังเกตด้วยการฟัง เสียง “ขับร้อง” และ “ปี่” โดยเฉพาะการขับร้องซึ่งถือเป็นกำเนิดแรกของดนตรี ก่อนที่ปี่และตามด้วยเครื่องดนตรีอื่น ๆ จะถูกคิดค้นต่อมา อย่างไรก็ตามเสียงร้องก็ยังเป็นเสียงที่สำคัญที่สุดของวงดนตรี

การสังเกตด้วยหูถูกเพิ่มความหนักแน่นด้วยการสังเกตด้วยตา เมื่อลงนิ้วซอ จะเห็นระยะห่างจากเสียงหนึ่งไปเสียงหนึ่งอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ธรรมชาติ” ของการปฏิบัติดนตรีของนักร้องและนักดนตรีเครื่องเสียงยาว และยังเป็น “ธรรมชาติ” ของผู้ฟังที่ตัดสินว่าระบบเสียงนี้ไพเราะมากกว่าระบบเจ็ดเสียงเท่า

จากการสังเกตและขบคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มานานหลายสิบปี ครูวรยศ ศุขสายชล จึงสังเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวออกมาเป็นทฤษฎีระบบเสียงดนตรีไทย เรียกว่า “ทฤษฎีวรยศ” บ้างก็นิยมเรียกว่า “ทฤษฎีเสียงธรรมชาติ” และ “ทฤษฎี 17 เสียง” 

1. เสียงตามทฤษฎีวรยศ

ทฤษฎีวรยศมีกฎและการกำหนดสัญลักษณ์พื้นฐานดังนี้

  • แบ่งเสียงใน 1 ทบเสียง ออกเป็น 17 เสียง มีระยะห่างระหว่างเสียงเท่ากัน
  • ระยะห่างระหว่างเสียง 1 ระยะเรียกว่า “เสี้ยวเสียง”  
  • ใช้สัญลักษณ์โน้ตตะวันตกเขียนในอักษรไทย 
  • กำหนดเครื่องหมาย – บนตัวโน้ตแทน “เสียงลบ” หมายถึงมีเสียงต่ำกว่าโน้ตที่ไม่มีสัญลักษณ์หรือ “เสียงกลาง” 1 เสี้ยวเสียง 
  • กำหนดเครื่องหมาย + บนตัวโน้ตแทน “เสียงบวก” หมายถึงมีเสียงสูงกว่าโน้ตที่ไม่มีสัญลักษณ์หรือ “เสียงกลาง” 1 เสี้ยวเสียง 
  • กำหนดเสียงเริ่มต้นด้วยเสียง “ซอล” เนื่องจากเป็นเสียงสำคัญของปี่ใน เครื่องเป่าพื้นฐานที่สุดของวงดนตรีไทย

เมื่อเปรียบเทียบระบบเสียงระหว่าง ทฤษฎีวรยศ ตะวันตก และเจ็ดเสียงเท่า จะได้ออกมาดังแผนภาพ

แผนภาพ การเปรียบเทียบระยะห่างของเสียง ระหว่างทฤษฎีวรยศ ตะวันตก และเจ็ดเสียงเท่า

2. กลุ่มเสียงแบบ 5 เสียง

ดนตรีไทยจัดเสียงต่าง ๆ เข้าเป็นกลุ่ม เรียกว่า “กลุ่มเสียง” แต่เดิมกลุ่มเสียงหนึ่งมีเสียงทั้งหมด 5 เสียง หรือเรียกว่าเพนทาโทนิค เมื่อเปรียบเทียบกับบันไดเสียงแบบ 7 เสียง หรือไดอะโทนิคแล้วมีลักษณะคล้ายกัน แต่กลุ่มเสียงเพนทาโทนิคไม่มีเสียงลำดับที่ 4 และ 7 ดังตาราง 

ตาราง การเปรียบเทียบกลุ่มเสียงแบบเพนทาโนนิคและไดอะโทนิค

3. กลุ่มเสียงพื้นฐานที่สุด – กลุ่มเสียงใน

กลุ่มเสียงพื้นฐานที่สุดเกิดจากการใช้ปี่ในเป่าประกอบโขนละครใน จึงเรียกว่า “กลุ่มเสียงใน” เสียงเริ่มต้นหรือเสียงโทนิคคือเสียงที่สำคัญที่สุดในกลุ่มเสียงนี้ มีระดับเสียงใกล้เคียงกับโน้ต ซอล ของดนตรีตะวันตก จึงเรียกเสียงตัวเริ่มต้นนี้ว่า ซอล และเรียกกลุ่มเสียงนี้ว่า “กลุ่มเสียงซอล” มีระยะห่างระหว่างเสียง ดังนี้

ตาราง กลุ่มเสียงในแบบ 5 เสียง

4. การเปลี่ยนระดับเสียงสูงต่ำตามนักร้องและวงดนตรี – ซอลเคลื่อนที่

หากต้องการเปลี่ยนระดับเสียงทั้งกลุ่มเสียงหรือ “ทดเสียง” (Transpose) เพื่อให้เหมาะสมกับช่วงเสียงของนักร้องหญิงชายหรือชนิดวงดนตรีโบราณใช้วิธีเปลี่ยนเครื่องเป่าเป็นขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน เมื่อเทียบกับดนตรีตะวันตกก็คือ “เครื่องดนตรีทดเสียง” (Transposing instrument) นักร้องหญิงใช้ปี่ในหรือขลุ่ยเพียงออล่าง นักร้องชายใช้ปี่นอกหรือขลุ่ยเพียงออบน (หลิบ) เมื่อต้องการร้องทั้งหญิงชายใช้ปี่กลาง หากเล่นปี่พาทย์นางหงส์หรือเครื่องสายปี่ชวาใช้ปี่นอกต่ำหรือปี่ชวา ส่วนเครื่องตีใช้วิธีการย้ายโน้ตบนลูกฆ้องลูกระนาดให้ตรงกับเสียงเครื่องเป่า กล่าวอย่างง่ายคือเสียง ซอล สามารถย้ายไปยังระดับเสียงที่แตกต่างกันของนักร้องและวงดนตรีได้ เหมือนกับระบบ “โดเคลื่อนที่” (Movable Do) ของดนตรีตะวันตก แต่เสียงสำคัญที่สุดของดนตรีไทยคือเสียง ซอล จึงเรียกว่าเป็นระบบ “ซอลเคลื่อนที่” มิใช่ระบบ “ซอลคงที่” สรุปเปรียบเทียบระดับเสียงของวงดนตรีที่ใช้เครื่องเป่าแตกต่างกันได้ดังนี้

ตาราง การเปรียบเทียบระดับเสียงของวงดนตรีที่ใช้เครื่องเป่าต่างกันเป็นคู่เสียงเมื่อเทียบกับปี่ใน

จากตาราง หากใช้ปี่ในเป็นฐานเปรียบเทียบ จะเห็นระดับเสียงสูงต่ำของวงดนตรีแตกต่างกันดังนี้

  • วงขลุ่ยเพียงออล่าง ต่ำกว่าวงปี่ในเป็นคู่ 2
  • วงปี่กลาง สูงกว่าวงปี่ในเป็นคู่ 2 
  • วงปี่นอกต่ำ ขลุ่ยเพียงออบน และปี่ชวา สูงกว่าวงปี่ในเป็นคู่ 3 
  • วงปี่นอก สูงว่าวงปี่ในเป็นคู่ 4

การเปลี่ยนระดับเสียงทั้งกลุ่มเสียงโดยมีเครื่องเป่าเป็นตัวกำหนด หากเพลงนั้นใช้กลุ่มเสียงใดวงใดก็ตาม เช่น เพลงเทพทองใช้กลุ่มเสียงใน เล่นกับวงปี่ใน เมื่อต้องการเล่นโดยวงเครื่องสายใช้ขลุ่ยเพียงออล่าง จะย้ายเสียงทั้งกลุ่มเสียงไปเล่นยังเสียงที่ต่ำกว่าเป็นคู่ 2 แต่ชื่อกลุ่มเสียงยังคงเรียกว่ากลุ่มเสียงในหรือกลุ่มเสียงซอลเหมือนเดิม มิได้เรียกว่ากลุ่มเสียงเพียงออล่างตามชื่อเครื่องเป่าในวง เนื่องจากมีโครงสร้างระยะห่างระหว่างเสียงรวมทั้งการตกแต่งทำนองและอารมณ์หรือความงามเช่นเดิม (จะกล่าวในตอนต่อไป) การบันทึกโน้ตก็ยังคงใช้ตัวโน้ตเดิม เพียงแต่เสียงที่ออกมาต่างวงดนตรีจะมีระดับเสียงต่างกัน ชื่อกลุ่มเสียงที่เป็นชื่อเครื่องเป่าอื่นจะกล่าวในหัวข้อถัดไป

5. กำเนิดกลุ่มเสียงใหม่รวมเป็น 6 กลุ่มเสียง

ต่อมามีการใช้ปี่ในเป่าแทนเครื่องเป่าชนิดอื่น เพราะปี่ในมีเสียงไพเราะที่สุด ไม่แหลมสูงเกินไป แต่กายภาพการกำเนิดเสียงของปี่ในไม่สามารถรักษาระยะห่างระหว่างเสียงได้ดังเดิม โดยปี่ในเป่าระดับเสียงได้จำกัดดังนี้ 

ตาราง เสียงที่ปี่ในสามารถเป่าได้และไม่ได้

ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว เมื่อใช้ปี่ในเป่าแทนเครื่องเป่าชนิดอื่น ทำให้นักดนตรีค้นพบระยะห่างระหว่างเสียงใหม่  เกิดเป็นกลุ่มเสียงเพิ่มเติมรวมเป็น 6 กลุ่มเสียง เรียกชื่อกลุ่มเสียงตามชื่อเครื่องเป่าที่ใช้ปี่ในเป่าแทน ดังตาราง

ตาราง ตำแหน่งเสียงของกลุ่มเสียงแบบ 5 เสียง

จากตาราง น่าสังเกตว่าเสียงเริ่มต้นของกลุ่มเสียงเพียงออล่างและเพียงออบนเลือกที่จะเริ่มต้นที่ตำแหน่งเสียงกลางไม่ใช่เสียงลบ สันนิษฐานว่ามีเพลงที่ร้องด้วยระยะห่างของกลุ่มเสียงทั้งสองอยู่แล้วซึ่งเจอในเพลงกล่อมลูก (จะยกตัวอย่างในตอนต่อไป) และใช้ปี่ในเป่าเลียนเสียงร้องนั้น ส่วนกลุ่มเสียง “กลางแหบ” หมายถึงกลุ่มเสียงที่ปี่กลางเป่า “แหบ” มีความหมายถึงการใช้เสียงสูงขึ้นเป็นคู่สี่

เมื่อนำระยะห่างระหว่างเสียงของแต่ละกลุ่มเสียงมาเปรียบเทียบกัน สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

ตาราง การเปรียบเทียบระยะห่างระหว่างเสียงของกลุ่มเสียงแบบ 5 เสียง

จากตาราง จะพบว่าระยะห่างระหว่างเสียงที่ 2 5 และ 6 ของทุกกลุ่มเสียงจะมีระยะเท่ากันหมด จึงเห็นเป็นเส้นตรงแนวตั้งขนานกัน ส่วนเสียงที่ 1 และ 3 จะมีระยะห่างไม่เท่ากัน ซึ่งพบเป็น 3 ลักษณะ จัดแบ่งเป็นประเภทที่ 1 2 และ 3

ระยะห่างระหว่างเสียงที่ไม่เท่ากันในกลุ่มเสียงทั้ง 3 ประเภท ก่อให้เกิดความงามและจารีตการตกแต่งทำนองใหม่ (จะกล่าวในตอนต่อไป) และยังทำให้เกิดการใช้หลายกลุ่มเสียงในเพลงเดียว เป็นการเพิ่มมิติทางความงามของเพลงไทย การนำเพลงที่เล่นด้วยกลุ่มเสียงประเภทที่ ไปเล่นในกลุ่มเสียงประเภทที่ หรือ ทำให้ระยะห่างระหว่างเสียงเปลี่ยนไป ซึ่งมีผลต่อความงามและการตกแต่งทำนอง จนอาจทำให้เพลงนั้นไม่ไพเราะน่าฟังเหมือนเดิม

โน้ตเริ่มต้นของแต่ละกลุ่มเสียงเรียกเป็นชื่อกลุ่มเสียงได้เช่นเดียวกับชื่อเครื่องเป่าที่ใช้ปี่ในเป่าแทน สรุปเป็นตารางได้ดังนี้

ตาราง ชื่อกลุ่มเสียง

6. กลุ่มเสียงแบบ 6 เสียง

ต่อมาได้เกิดกลุ่มเสียงแบบ 6 เสียง โดยเป็นการเพิ่มเสียงลำดับที่ 7 เข้าไป เสียงนั้นสูงกว่าเสียงที่ 6 จำนวน 3 เสี้ยวเสียง โดยในกลุ่มเสียงประเภทที่ 1 ต้องย้ายเสียงที่ 3 สูงขึ้น 1 เสี้ยวเสียง และในกลุ่มเสียงประเภทที่ 2 ต้องย้ายเสียงที่ 1 ต่ำลงมาชิดกับเสียงที่ 7 ดังตาราง

ตาราง ระยะห่างระหว่างเสียงของกลุ่มเสียงแบบ 6 เสียง

7. กลุ่มเสียงแบบ 7 เสียง

จากกลุ่มเสียงแบบ 6 เสียง ซึ่งเป็นการเพิ่มเสียงลำดับที่ 7 หากต้องการเพิ่มเสียงลำดับที่ 4 จะเกิดกลุ่มเสียงแบบ 7 เสียง หรือเรียกว่า “บันไดเสียง” โดยเสียงที่ 4 ที่เพิ่มเข้ามาอยู่ตำแหน่งสูงกว่าเสียงที่ 3 จำนวน 1 เสี้ยวเสียง หรือมีเสียงชิดกัน มีโครงสร้างระยะห่างระหว่างเสียงดังตาราง

ตาราง ระยะห่างระหว่างเสียงของกลุ่มเสียงแบบ 7 เสียง หรือ บันไดเสียง

สามารถสรุปตำแหน่งเสียงเป็นตารางได้ดังนี้

ตาราง ตำแหน่งเสียงของกลุ่มเสียงแบบ 7 เสียง

8. กลุ่มเสียง ไม่ใช่ทาง

กลุ่มเสียงเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ทาง” หรือ “ทางเสียง” ซึ่งความจริงแล้ว “ทาง” หมายถึงทำนองที่เกิดจาก “การแปรทำนอง” เครื่องดนตรีที่มีช่วงเสียงจำกัดและมีความยากในการเปลี่ยนระดับเสียงอย่างปี่ ซอ เมื่อเปลี่ยนกลุ่มเสียงที่ใช้บรรเลง โดยมากจะต้อง “แปรทำนอง” ใหม่ให้เหมาะสมกับกลุ่มเสียงเพื่อให้สามารถบรรเลงได้สะดวกและเกิดความไพเราะสูงสุดควบคู่กัน ทำให้แต่ละกลุ่มเสียงใช้ทางแตกต่างกัน ในขณะเดียวกัน เครื่องตีที่มีช่วงเสียงกว้าง และเปลี่ยนระดับเสียงได้สะดวกอย่างระนาดเอกก็อาจไม่จำเป็นต้องแปรทำนองใหม่ ทำให้สามารถใช้ทางร่วมกันระหว่างกลุ่มเสียงได้ ดังนั้นกลุ่มเสียงจึงเป็นการกำหนดเสียงต่าง ๆ ที่ใช้ในบทเพลง แต่ทางหมายถึงทำนองที่เกิดจากการแปรทำนองซึ่งอ้างอิงอยู่บนหลักของกลุ่มเสียงอีกที

ตัวอย่าง ทางเมื่อเล่นในกลุ่มเสียงใน โดยซอด้วงจะเริ่มจุดเสียงสูงที่ซอลสูงหรือซอลนิ้วนาง

ทางเดิมที่เกิดจากการแปรทำนองสำหรับกลุ่มเสียงใน เมื่อย้ายไปเล่นในกลุ่มเสียงกลางแหบ

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าระนาดเอกสามารถใช้ทางเดียวกันทั้งในกลุ่มเสียงในและกลุ่มเสียงกลางแหบได้อย่างสะดวก แต่เมื่อซอด้วงใช้ทางเดียวกันต้องใช้เสียงสูงซึ่งอาศัยเทคนิคการรูดนิ้วทำให้บรรเลงได้ลำบาก หรือหากใช้วิธีหลบเสียงไม่รูดนิ้วก็ฟังไม่ไพเราะ จึงควรแปรทำนองใหม่เป็นทางดังนี้

9. ไม่มีกลุ่มเสียงชวา

เดิมยังไม่มีการใช้ปี่ชวา แต่ใช้ “ปี่นอกต่ำ” ต่อมาปี่ชวาซึ่งมีเสียงตรงกันได้รับความนิยมมากกว่าจึงใช้ปี่ชวาแทนจนกลายเป็นขนบ ปี่ชวาถูกใช้ในวงปี่พาทย์นางหงส์และเครื่องสายปี่ชวา ซึ่งวงหลังใช้ปี่ชวาเป่าคู่กับขลุ่ยหลิบหรือขลุ่ยเพียงออบน โดยปี่ชวาและขลุ่ยเพียงออบนมีเสียงตรงกัน เสียง ซอล ของวงปี่ชวาและขลุ่ยเพียงออบนจึงเป็นเสียงเดียวกัน เสียง ซอล ของวงปี่ชวาและขลุ่ยเพียงออบนสูงกว่า ซอล ของวงขลุ่ยเพียงออล่างเป็นคู่ 4 เพลงที่บรรเลงโดยวงปี่ชวาและขลุ่ยเพียงออบนจึงสูงกว่าวงขลุ่ยเพียงออล่างเป็นคู่ 4 แต่ใช้โน้ตเดียวกัน (ดูหัวข้อที่ 4 การเปลี่ยนระดับเสียงสูงต่ำตามนักร้องและวงดนตรี – ซอลเคลื่อนที่) สำหรับวงเครื่องสายปี่ชวาซอด้วงและซออู้ใช้ “ซอหลิบ” มีรูปร่างเล็กและเสียงสูงกว่าซอขนาดมาตรฐานเป็นคู่ 4 ไม่มีกลุ่มเสียงชวาที่เสียงสำคัญขึ้นต้นด้วยเสียง มี แต่อย่างใด

10. สรุป

ทฤษฎีวรยศคือทฤษฎีระบบเสียงดนตรีไทยที่ใน 1 ทบเสียง แบ่งเป็น 17 เสียงระยะห่างเท่ากัน อธิบายการเกิดกลุ่มเสียงเป็นลักษณะพัฒนาการเริ่มจากกลุ่มเสียงใน แบบ 5 เสียง, ซอลเคลื่อนที่ ตามเสียงนักร้องและวงดนตรี, กลุ่มเสียงที่เกิดจากการใช้ปี่ในเป่าแทน รวมเป็น 6 กลุ่มเสียง ได้แก่ เพียงออล่าง ใน กลาง เพียงออบน นอก และกลางแหบ, กลุ่มเสียงแบบ 6 เสียง, และกลุ่มเสียงแบบ 7 เสียง ปิดท้ายด้วยข้อโต้แย้งกับทฤษฎีระบบเสียงอื่น ได้แก่ ทางกับกลุ่มเสียงมีความหมายแตกต่างกัน และไม่มีกลุ่มเสียงชวา

ในตอนต่อไปจะลงลึกถึงรายละเอียด ประกอบด้วย ตอนที่ 2 ทฤษฎีวรยศ: การวิเคราะห์หากลุ่มเสียงและตัวอย่างเพลง และตอนที่ 3 ทฤษฎีวรยศ: การตกแต่งทำนองและความงามประจำกลุ่มเสียง

บรรณานุกรม

วรยศ ศุขสายชล. (2541). ทฤษฎีเสียงดนตรีไทย. กรุงเทพ: หสน. ห้องภาพสุวรรณ.
วรยศ ศุขสายชล. 27 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2563. เสียงดนตรีไทยในสไตล์วรยศ [การบรรยายออนไลน์]. ลายสือซอ.
วรยศ ศุขสายชล. 18 พฤษภาคม 2563. สัมภาษณ์.
วรยศ ศุขสายชล. 21 พฤษภาคม 2563. สัมภาษณ์.

Comments

  1. ยอดเยี่ยมครับ สรุปความรู้ที่กระชับ ภาษาชัดเจน และมีตรรกะที่ตรวจสอบได้

  2. วิชาการดนตรีที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.